ลองถามคนวัยทำงานที่ทำงานในบริษัท หรือโรงงานซัก 100 คน ว่างานที่ทำอยู่เป็นงานที่ทำด้วยความอยากทำ เป็นงานที่เรารัก หรือเป็นงานที่”ต้องทำ”
ผมเชื่อว่าคงมีเกินครึ่งที่ตอบว่า “ต้องทำ” เพราะการทำงานกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน การ”เลือกงาน” ดูจะไม่ใช่ความคิดที่ดีเท่าไหร่ ถ้าไม่ทำก็ไม่รู้จะเอา”เงิน”ที่ไหนซื้อข้าวกิน คือคำขยายความของการทำงานแบบ”ต้องทำ” ในฐานะที่ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ทำงานในแบบ “ต้องทำ” และก็ทำมาจนขึ้นปีที่ 8 จนเรียกได้ว่าชำนาญในสายงานที่ทำพอสมควร ชานาญถึงขนาดที่ว่า มีข้อเสนอให้เข้ารับตำแหน่งผู้จัดการฝ่าย ในสายงานที่ทำอยู่จากบริษัทหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้ตอบรับไป ด้วยสาเหตุที่ว่า “มันไม่ใช่งานที่ผมรัก” แม้จะทำมันได้ดีในสายตาคนอื่นแค่ไหนก็ตาม แต่มันไม่ดีพอในสายตาผม…
คนทำงานทางด้านศิลปะ ไม่จำเป็นต้องต้องติสต์แตก คิด ทำ อะไรๆที่แปลกประหลาดกว่าชาวบ้านเขาทุกคนเสมอ อย่างผมที่รู้ตัวเองว่าชีวิตนี้ต้องพลีให้ศิลปะตั้งแต่ 7 ขวบ แต่ประสบการณ์ก็สอนให้ผมรู้ว่า ถ้าเราอดตายเราก็อดทำงานศิลปะ ดังนั้นเราต้องอยู่รอดก่อน มีกินมีใช้ก่อน แล้วค่อยทำตามความฝันก็ยังไม่สาย ถ้ามันแต่ติสตฺแตกบ้าๆบอๆ เดินตามความฝัน มุ่งแต่ทำงานที่เรารัก บุกป่าฝ่าดงเข้าไปวาดรูปในป่า เพื่อให้เข้าถึงแก่นของศิลปะ แต่ปล่อยให้ พ่อ แม่ นั่งอยู่บนรถเข็นที่บ้าน ผลัดกันดันคนละที สองที เพื่อจะได้ออกมาหน้าบ้านคอยมองว่า ลูกตัวเองจะกลับมาบ้านเมื่อไหร่ เป็นอย่างนี้มันก็ไม่ได้ อย่างนี้มันไม่ใช้ความรักในงานที่ทำแล้ว มัน”บ้า”มากกว่า
แล้วอย่างนี้เมื่อไหร่คนทำงานถึงจะได้ลิ้มรสชาติ การทำงานที่รักกับเขาสักที รอรวย ? รอราชรถมาเกย ? หรือรอจนไม่มีใครให้ต้องห่วงแล้ว ????
1 วันมี 24 ชั่วโมง คนเราต้องนอนอย่างน้อยวันละ 6-8 ชั่วโมง จึงสรุปได้ว่าเราจะมีเวลาทำงานจริงๆ 16 ชั่วโมง แต่งานในบริษัทที่เรา “ต้องทำ” ให้เราทำงานจริงแบบไม่รวมโอที (ในกรณีที่มี แต่ผมไม่เคยมี T_T) ก็แค่ 8 ชั่วโมง ยังเหลืออีก 8 ชั่วโมง ไม่รวมเวลาเดินทาง สมมุติว่า ต้องเดินทางไป-กลับ จากที่บ้านถึงที่ทำงาน 3 ชั่วโมง ก็จะเหลือเวลาว่าง 5 ชั่วโมง กินข้าวเย็น ดูหนังฟังเพลง พักผ่อนกับครอบครัวประมาณ 3 ชั่วโมง เบ็ดเสร็จเหลืออีก 2 ชั่วโมง ซึ่ีง 2 ชั่วโมงที่เหลือนี่แหละ ที่เอาไว้ทำงานที่เรารัก ชอบวาดรูปก็วาดรูปไป วาดไว้เยอะๆ วันหยุดก็เอาออกขาย, ชอบทำเว็บ ก็รับออกแบบเว็บ วันละ 2 ชั่วโมง 5 วันก็ 10 ชั่วโมง รวมวันหยุด เสาร์-อาทิตย์ มีเวลาทำเหลือเฟือ (ผมก็ทำแบบนี้ครับ แต่ผมทำงานประจำใกล้้บ้าน เลยมีเวลาเยอะหน่อย ^^), ชอบขายเสื้อผ้า แต่ไม่อยากออกจากงาน ก็เอาเวลาที่มีเหลือไปเดินซื้อเสื้อเก่ามาเก็บ พอวันหยุดก็เอาออกขาย ฯลฯ
เราสามารถทำงานได้หลากหลายในแต่ละวัน ทั้งงานประจำที่ต้องทำ และงานที่เรารักและอยากจะทำ โดยสิ่งที่เราต้องมีก่อนจะทำแบบนี้ได้ก็คือ “การจัดระเบียบเวลา และความรับผิดชอบ” ตัดความคิดที่ว่า “ไม่มีเวลา” ออกจากหัวไปเลย ลองเอาเวลาที่เราทำอะไรไร้สาระเรื่อยเปื่อย มาคำณวนดูก็จะรู้ว่าเรามีเวลาเหลือเฟือ และเมื่อเราสามารถเริ่มทำงานที่เรารักได้ แม้จะวันละนิดหน่อย อาจจะได้เงินไม่มาก แต่เมื่อนานๆไป มันจะกลายเป็นงานหลัก จนแม้แต่งานประจำที่เรา “ต้องทำ” อาจจะกลายเป็นงานที่ “ต้องเลิก” เพราะงานที่เรารักอาจจะให้ค่าตอบแทนมหาศาลจนเราต้องเลิกทำงานประจำที่ต้องทำไปในที่สุด เพราะงานที่เรารักกลายมาเป็นงานประจำไปแทน
การทำงานหาเงินไม่จำเป็นต้องมีสูตรตายตัว อาจจะไม่ได้รักในงานที่ทำเพราะเป็นงานที่ “ต้องทำ” บางคนไม่มีโอกาสได้ทำงานที่อยากทำเลยตลอดชีวิตของการทำงาน ซึ่งไม่ใช่ประเด็นสำคัญเท่าไหร่นักในความคิดของผม แต่สิ่งสำคัญในการทำงานสำหรับผมอยู่ที่ “ใส่ใจและตั้ังใจในงานที่ทำ” ไม่แน่ งานที่ทำเพราะต้องทำ อาจกลายเป็นงานที่รักก็ได้ ใครจะไปรู้.